ประกาศข่าวประชาสัมพันธ์ ทุกองค์ความรู้ เกิดขึ้นจากความเชื่อและศรัทธา นำไปสู่การแสวงหาพระเครื่องมาเพื่อสะสมและบูชา

วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่

การศึกษา ค้นคว้า เกี่ยวกับหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ต้องใช้วิจารณญาณ เพราะเมื่อมีเกิด ต้องมีดับ เรื่องจริง เรื่องเท็จ ต้องใช้กาลเวลา ผู้ที่ศึกษา ค้นคว้า หาความจริง

✨ความเชื่อ กับความเคารพนับถือ✨ เป็นต้นเหตุทำให้เกิดความเจริญ การเติบโต สิ่งเหล่านี้ยากที่ลบความคิดต่างๆออกไปจากความเชื่อของคนได้

ปัจจุบันการบูชา พระเครื่อง อนุรักษ์ หรือสะสม  เกิดกระแสของความนิยม ของคนรุ่นหลังมากขึ้น พุทธพาณิชย์ ที่ทำกันมาแต่เก่าก่อนนั้น ทำเพียงเพื่อหาปัจจัยมาเพื่อบำรุงพุทธศาสนา หรือนำมาก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในวัด โบราณสถาน หรือรูปเหมือน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ไว้เป็นที่เคารพนับถือบูชา  เท่านั้น

✨เมื่อเกิดกระแสความนิยมพระเครื่องของคนรุ่นหลัง ที่ต้องการเก็บสะสม หรือเอาไว้ติดตัว เพื่อเป็นศิริมงคล หรืออื่นๆ ฯลฯ ทำให้พระเก่าๆที่สร้างเอาไว้ดั้งเดิม เพื่อแจกให้กับผู้ที่บริจาคปัจจัยให้กับวัด
มีจำนวนน้อยกว่าความต้องการ การแสวงหามาเพื่อการครอบครอง สะสม พระเก่าฯเหล่านั้น มีราคาการซื้อ ขายหรือเช่าพระ มีราคาแพงเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

✨แต่ในขณะเดียวกันมีกลุ่มบุคคล บางกลุ่ม บางพวก ที่พอมีความรู้เกี่ยวกับ พระเครื่อง พระบูชา เครื่องรางของขลัง หรือเหรียญคณาจารย์  เห็นลู่ทางการแสวงหาผลประโยชน์ ผลกำไร ทำการปลอมแปลง เลียนแบบ หรือสร้างตำนานเล่าขาน เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และจำหน่ายพระที่ตนเอง ทำขึ้น หรือนำมา จำหน่ายให้กับผู้ที่มีต้องการในราคาสูง โดยอาศัยความมีชื่อเสียง เป็นช่องทางในการชี้วัดหรือบอกกล่าวว่าสิ่งที่ตนเองมีหรือจำหน่าย เป็นของแท้ ของเก่า แต่ของคนอื่น เป็นของปลอม ของเลียนแบบ ไม่มีที่มา หรือไม่ผ่านการปลุกเศกจากสถานที่เกิดของพระเครื่องนั้นๆ

✨จึงต้องใช้วิจารณญาณ  ท่านเอง มีพระ เก็บพระ สะสมพระ เพราะอะไร  เพื่ออะไร เพราะหลักพุทธศาสนานั้น การสร้างพระพุทธรูปเพื่อใช้สักการะบูชา แทนองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า

การสร้างพระเครื่อง พระบูชา เครื่องรางของขลัง หรือเหรียญคณาจารย์ นั้น ในพุทธกาลไม่มีปรากฏการสร้างหรือการทำ เกิดขึ้นในยุคหลังที่ศาสนาพุทธเข้ามาในสยามประเทศ การทำขึ้นเพื่อแจก หรือให้เพื่อเป็นของสมมาคุณ กับผู้มีอุปการะคุณกับวัดหรือพุทธศาสนา โดยพระผู้สร้าง หวังให้ผู้ที่ทำบุญ ทำกุศล มีเอาไว้เพียงเพื่อเป็นศิริมงคลเท่านั้น และให้ยึดถือคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ทำความดี "เมื่อทำดี มีพระคุ้มครอง" เป็นที่มา.. มีพระเพื่อป้องกันตัวให้พ้นภัยอันตราย

วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561

ลำดับพิธีวันจัดงานมหกรรมประกวดพระ ๔ ก.พ.๖๑


มหกรรมการประกวด การอนุรักษ์ พระเครื่อง พระบูชา และเหรียญคณาจารย์
"งานการประกวดพระเครื่องแท้เมืองสยาม" ณ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี กรุงเทพมหานคร
ในวันอาทิตย์ ที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๖๑ มีรายละเอียดลำดับการจัดงานดังนี้
✨เวลา ๐๖.๓๐ น.คณะกรรมการ พร้อม
✨เวลา ๐๖.๔๕ น. ประธานกรรมการจัดงานพาคณะกรรมการกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์
✨เวลา ๐๗.๐๐ น. กรรมการประจำโต๊ะประกวด เริ่มขายบัตร
✨เวลา ๐๘.๐๐ น เริ่มรับพระเข้าประกวด
✨เวลา ๐๙.๐๐ น.ประธานกล่าวเปิดงาน
✨เวลา ๑๕.๐๐ น.หยุดขายบัตรปิดการประกวด
✨เวลา ๑๕.๐๑-๑๕.๓๐ น.ประกาศรางวัล มอบถ้วยรางวัลพระแต่ละประเภทที่ชนะเลิศ และทยอยคืนพระที่ส่งเข้าประกวด
✨เวลา ๑๕.๓๑ น.เริ่มการประมูลพระ
✨เวลา ๑๖.๓๐ น ประธานกล่าวปิดงานประกวดพระ
✨เวลา ๑๗.๐๐ น. เลิกงาน

🌟การส่งพระเข้าประกวด ๖๐๐ บาทต่อองค์  มีอาหารและเครื่องดื่มบริการฟรี🌟







วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561

ตำนาน พระแก้วมรกต พระคู่บ้านคู่เมือง

พระแก้วมรกต หรือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ สลักจากก้อนหยกขนาดใหญ่ ขัดสมาธิราบ อุษณีษะ หรือส่วนที่นูนขึ้นออกมากลางพระเศียรลักษณะทรงถ้วยคว่ำ มีเกตุมาลาเป็นรูปบัวตูม พุทธลักษณะใกล้เคียงพุทธรูปศรีลังกา พระแก้วมรกตถือว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย

ปัจจุบัน"พระแก้มรกต" ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีรัตนศาสดาราม (หรือวัดพระแก้ว) นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างกรุงเทพมหานครและอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานในพระอุโบสถ เมื่อ พ.ศ. 2327 เป็นต้นมา

พระแก้วมรกตประดิษฐานครั้งแรกที่เมืองเชียงรายในตำนานได้กล่าวว่าเมื่อ พ.ศ. 1977 ฟ้าผ่าเจดีย์องค์หนึ่ง ณ เมืองเชียงราย ได้ค้นพบพระพุทธรูปองค์หนึ่งปิดทองคำทึบทั่วทั้งองค์ ก็สำคัญว่า เป็นพระพุทธรูปศิลาสามัญ จึงเชิญเข้าไปไว้ในวิหารที่วัดแห่งหนึ่ง แต่นั้นอีก 2-3 เดือน ปูนที่ลงรักปิดทองหุ้มทั่วพระองค์นั้น กะเทาะออกที่ปลายพระนาสิก เจ้าอธิการในอารามนั้นได้เห็นเป็นแก้วสีเขียวงามคือ หยกชนิดหนึ่ง จึงแกะต่อออกไปทั้งพระองค์ คนทั้งปวงจึงได้เห็นและทราบความว่า เป็นพระพุทธรูปแก้วทึบทั้งแท่งบริสุทธิ์ดี ไม่มีบุบสลาย หน้าตักกว้าง 48.3 ซม. สูงทั้งฐาน 66 ซม.

คนชาวเชียงรายและเมืองอื่น ๆ ก็พากันไปบูชานมัสการมากมายประดิษฐานที่เมืองลำปาง 32 ปี ผู้รักษาเมืองเชียงรายได้ส่งข่าวไปถึงพระเจ้าสามฝั่งแกน เจ้าเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองเชียงใหม่จึงเกณฑ์ขบวนไปรับเสด็จพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรขึ้นหลังช้างแห่เพื่อมาประดิษฐาน ณ เมืองเชียงใหม่

ครั้นมาถึงทางแยกซึ่งจะไปเมืองนครลำปาง ช้างก็ตื่นหันไปทางนครลำปาง เมื่อหมอควาญบังคับช้างให้สงบลงแล้ว จึงพากลับมาทางแยกที่จะไปเมืองเชียงใหม่ ช้างก็ตื่นไปทางเมืองนครลำปางอีก จนภายหลังเมื่อนำช้างเชื่องรับเสด็จพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ช้างนั้นเมื่อมาถึงที่นั้นก็ตื่นคืนไปทางเมืองนครลำปางอีก

ท้าวพระยาผู้ไปรับเห็นเป็นประหลาด จึงแจ้งไปถึงเจ้าเมืองเชียงใหม่ ครั้งนั้นเจ้าเมืองเชียงใหม่นับถือผีสางมาก จึงวิตกว่าชะรอยผีที่รักษาองค์พระจะไม่ยอมมาเมืองเชียงใหม่ ก็ยอมให้เชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรไปประดิษฐานที่วัดในเมืองลำปางนานถึง 32 ปี

สันนิษฐานว่าคือ วัดพระแก้วดอนเต้าในปัจจุบันประดิษฐานที่เมืองเชียงใหม่ 84 ปี ครั้น พ.ศ. 2011 พระเจ้าติโลกราช ผู้ครองเมืองเชียงใหม่ ดำริว่าเจ้าเชียงใหม่องค์ก่อน ยอมให้พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรไปประดิษฐานอยู่เมืองนครลำปางนั้นไม่สมควรเลย น่าจะอาราธนากลับมาเมืองเชียงใหม่ แล้วจึงไปอาราธนาแห่พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรมาเมืองเชียงใหม่ แล้วสร้างหอพระแก้วประดิษฐานไว้ในเมือง 

พระเจ้าเชียงใหม่ได้พยายามจะทำพระวิหารที่ไว้พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรให้เป็นปราสาทมียอดให้สมควร แต่หาสมประสงค์ไม่ เนื่องจากอสุนีบาตตกลงต้องทำลาย ยอดที่สร้างขึ้นหลายครั้ง จึงได้เชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรไว้ในพระวิหารมีซุ้มจระนำ อยู่ในผนังด้านหลัง สำหรับตั้งพระพทุธมหามณีรัตนปฏิมากร กับทั้งเครื่องประดับอาภรณ์บูชาต่าง ๆ มีบานปิดดังตู้เก็บรักษาไว้ เปิดออกให้คนทั้งปวงมนัสการเป็นคราว ๆ (บางตำนานก็กล่าวว่า พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ในซุ้มทางทิศตะวันออกของเจดีย์หลวง ณ วัดเจดีย์หลวง เมืองเชียงใหม่)

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงใหม่นานได้ 84 ปีประดิษฐานที่เมืองหลวงพระบาง 12 ปี เมื่อ พ.ศ. 2094 พระเจ้าเมืองเชียงใหม่องค์หนึ่งซึ่งครองเมืองในครั้งนั้นชื่อ พระเจ้าไชยเชษฐา เป็นบุตรพระเจ้าโพธิสาร ซึ่งเป็นพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตหรือประเทศลาว ต่อมาพระเจ้าโพธิสารทิวงคต เกิดเหตุน้องพระเจ้าไชยเชษฐาชิงราชสมบัติกัน เสนาบดีกรุงศรีสัตนาคนหุต จึงเชิญพระเจ้าไชยเชษฐาให้กลับไปยังเมืองหลวงพระบาง เพื่อระงับเหตุจลาจล เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาไปนั้นไม่แน่ใจว่า จะประทับอยู่เมืองหลวงพระบางต่อไปหรือจะกลับคืนมายังเมืองเชียงใหม่อีก จึงเชิญพระแก้วมรกตไปด้วย

เมื่อ พ.ศ. 2095 อ้างว่าจะเชิญไปให้ญาติที่เมืองหลวงพระบาง ได้มนัสการและบำเพ็ญการกุศลครั้นพระเจ้าไชยเชษฐาไปถึงเมืองหลวงพระบาง เสนาบดี พร้อมกันเชิญให้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต ทรงพระนามว่าพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช เพราะเหตุที่ครองทั้งประเทศล้านช้างและล้านนาด้วยกัน ฝ่ายข้างท้าวพระยาเมืองเชียงใหม่ไม่พอใจที่จะเป็นเมืองขึ้นกรุงศรีสัตนาคนหุต

จึงไปเชิญเจ้าเมกฏิ ณ เมืองนาย ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าเชียงใหม่แต่ก่อน มาครองเมืองเชียงใหม่ก็เกิดรบกับกรุงศรีสัตนาคนหุต พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชไม่สามารถจะปราบปรามเมืองเชียงใหม่ได้ จึงคงรักษาพระแก้วมรกตไว้ที่เมืองหลวงพระบางต่อมา 12 ปี ประดิษฐานที่เมืองเวียงจันทน์ 214 ปี

ถึง พ.ศ. 2107 พระเจ้าหงสาวดี บุเรงนอง ประเทศพม่ามีอำนาจมากขึ้น พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชเห็นว่า ตั้งอยู่ที่เมืองหลวงพระบางจะสู้ศึกพม่าไม่ได้ จึงย้ายราชธานีลงไปตั้งอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ และเชิญพระแก้วมรกตไปด้วย พระแก้วมรกตจึงไปประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ แต่นั้นมาอีก 214 ปี ประดิษฐาน ณ กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์

เมื่อถึง พ.ศ. 2321 รัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี เกิดสงครามขึ้นในระหว่างกรุงธนบุรีกับกรุงศรีสัตนาคนหุต พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้เป็นจอมพลยกทัพขึ้นไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุต ได้เมืองเวียงจันทน์แล้ว เชิญพระแก้วมรกตกับพระบางลงมายังกรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีทำการสมโภชแล้วโปรดให้ประดิษฐานไว้ ณ โรงพระแก้วในบริเวณพระราชวังเดิม ครั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. 2325 โปรดให้สร้างพระอารามขึ้นในพระราชวัง เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต

พระอุโบสถสร้างเสร็จจึงโปรดให้เชิญพระแก้วมรกตแห่มาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2327 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระดำริสร้างเครื่องทรงถวายสำหรับฤดูร้อนและฤดูฝน เปลี่ยนเครื่องทรงตามฤดู ครั้นถึงรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริสร้างเครื่องทรงฤดูหนาว จึงทรงเปลี่ยนเป็นเครื่องทรง 3 ฤดูกาลมาจนทุกวันนี้

ขนาดพระแก้วมรกต ปางสมาธิ นั่งขัดสมาธิราบ วางพระหัตถ์ขวาซ้อนพระหัตถ์ซ้าย หน้าตักกว้าง 48.3 เซนติเมตร สูงจากทับเกษตรถึงสุดพระเกตุมาลา 66 เซ็นติเมตร

พระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกตนั้นกระทำกัน 3 ครั้งต่อหนึ่งปี คือ

✨1. เครื่องทรงฤดูร้อน ทรงเปลี่ยน วันแรม 1 ค่ำ เดือน 4

✨2. เครื่องทรงฤดูฝน ทรงเปลี่ยน วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8

✨3. เครื่องทรงฤดูหนาว ทรงเปลี่ยน วันแรม 1 ค่ำ เดือน 12

พระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย นอกจากนี้ยังรายล้อมด้วยสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมอันทรงคุณค่า งดงาม ควรค่าแก่การชื่นชม สมกับความเป็นไทยอย่างแท้จริง