ประกาศข่าวประชาสัมพันธ์ ทุกองค์ความรู้ เกิดขึ้นจากความเชื่อและศรัทธา นำไปสู่การแสวงหาพระเครื่องมาเพื่อสะสมและบูชา

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

พระบางลำพูน

ทำไม? เรียกว่าพระบาง พระบางเป็นพระที่สร้างในยุคเดียวกับพระคง ซึ่งแยกหัวข้อดังต่อไปนี้
✨ความแตกต่างลักษณะใบโพธิ์ ของพระบางกับพระคงวัดพระคงฤาษี
✨ใบโพธิ์ของพระคงจะมี ความอ่อนช้อยบิดพริ้วสวยกว่าพระบาง
ข้อมูลการเปรียบเทียบระหว่างพระคงกับพระบาง 
พระบางมุมมองด้านข้างจะมีความบางกว่า จึงเรียกว่าพระบาง
แยกเป็นหลายเฉดสี หลายโซนเนื้อใกล้เคียงพระคง

รูปภาพเปรียบเทียบระหว่างพระคงกับพระบางทาง Anatomy มีความแตกต่างที่พอแยกได้ดังต่อไปนี้ ความแตกต่างกันเรื่องของลักษณะของใบโพธิ์ การวาววงแขนด้านซ้ายของพระคงจะตั้งฉาก เม็ดบัวที่พระบางจะติดไม่เต็ม พระบางการวางแขนแนวเฉียงลงมาแตกต่างกับพระคง ลำพระองค์พระคงจะล่ำกว่าพระบาง มุมมองด้านข้างของพระคงจะหนากว่าเห็นได้ชัดเจน

เปรียบเทียบด้านหลังพระคงจะนูนคล้ายหลังเต่า ส่วนหลังพระบางนั้นจะมีลักษณะคล้ายหลังตะพาบ


มุมมองด้านข้างชัดเจน พระบางองค์จะบางกว่าชัดเจน ข้อมูลเปรียบเทียบพระคงกับพระบาง ใบโพธิ์และก้านโพธิ์ในพระคงดูจะอ่อนช้อยมีมิติกว่าพระบาง

เปรียบเทียบด้านข้างชัดเจนพระบางนั้นบางกว่า คนโบราณจึงเรียกพระบางตั้งแต่นั้นมา

พระบางวัดพระคงฤาษี พิมพ์ที่ 1


พระบางวัดพระคงฤาษี พิมพ์ที่ 2 แสดงธรรมชาติ เม็ดผด

พระบางวัดพระคงฤาษี พิมพ์ที่ 2


พระบางวัดพระคงฤาษี พิมพ์ที่ 3


พระบางวัดพระคงฤาษี พิมพ์ที่ 4




พระบางวัดพระคงฤาษี พิมพ์ที่ 5

พระบางพิมพ์ต่างๆที่ค้นพบในจังหวัดลำพูน

พระบางพิมพ์ที่ 6


พระบางพิมพ์ที่ 7


พระบางพิมพ์ที่ 8

พระบางพิมพ์ที่ 8



พระบางพิมพ์ที่ 8 พิมพ์ไข่ปลา


พระบางพิมพ์ที่ 9 พิมหน้ากลม


พระบางพิมพ์ที่ 9 พิมพ์หน้ากลม


พระคงทรงพระบาง

วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561

การดูพระเครื่อง ต้องพิจารณาพิมพ์เป็นอันดับแรก

เรื่องการพิจารณาพระเครื่องว่าแท้ ปลอม เก๊ อย่างไร เวลาเห็นพระครั้งแรกเราเห็นอะไรก่อน
✷รูปร่างลักษณะ นั่นแหละคือพิมพ์ของพระ
การดูพระในครั้งแรกควรดูที่พิมพ์ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะถ้าพิมพ์ไม่ถูกก็ไม่ต้องดูต่อ เดี๋ยวจะเขวได้ เนื่องจากพระเครื่องนั้นเกิดขึ้นมาจากแม่พิมพ์ ก็เหมือนกับสตางค์เหรียญหรือแบงก์นั่นแหละ ถ้าเกิดมาจากแม่พิมพ์อันเดียวกันก็จะมีรายละเอียดเหมือนกันหมด ถ้าผิดไม่ถูกต้องหรือคล้ายๆ นั้นก็คือไม่ใช่
✷ส่วนเรื่องเนื้อก็มีความสำคัญ ก็ดูเป็นอันดับต่อมาหลังจากพิจารณาว่าพิมพ์ถูกต้องแล้ว และธรรมชาติความเก่าก็สำคัญ ทุกอย่างมีความสำคัญทั้งหมด

การเริ่มศึกษาพระเครื่อง ตั้งแต่ตอนแรกๆ ต้องศึกษาหาดูจากพระแท้ๆ และจดจำไว้ (เมื่อไม่มีพระแท้ทำอย่างไร ต้องหาจากผู้ที่สะสมที่มีเมตตายินยอมให้เราได้ดูหรือเห็น หรือจากหนังสือเกี่ยวกับพระเครื่องที่มีภาพและการอธิบายเอาไว้อย่างชัดเจน) 
เริ่มต้นด้วยการเริ่มจำ รูปร่างลักษณะคร่าวๆ จำพิมพ์ ให้แบ่งองค์พระออกเป็นสองส่วนคือ
✷แบ่งจากบนลงล่าง เป็นสองส่วนซ้ายขวา แล้วเห็นอะไรบ้างที่ไม่เหมือนกัน สังเกตดูว่าทั้งสองด้านไม่เหมือนกันตั้งแต่ใบหน้าพระ หู องค์พระ รายละเอียดลวดลายต่างๆ นั่นแหละคือรายละเอียดของแม่พิมพ์ให้ไล่ดูตั้งแต่ด้านบนจนถึงด้านล่างโดยละเอียด

การศึกษาเรื่องพระเครื่องนั้นไม่มีสำนักการศึกษาที่ไหนสอนให้ดูพระแท้พระปลอม การศึกษาให้รู้ได้ก็ต้องสนใจหมั่นศึกษาเอาเอง โดยสอบถามผู้ที่มีชื่อเสียงที่เก่งๆ ให้ช่วยแนะนำให้ ในสมัยก่อนเรื่องรูปพระนั้นไม่มี ผู้หลักผู้ใหญ่เขาก็จะให้ดูพระแท้ๆ แต่ก็ต้องทำความรู้จักจนคุ้นเคยกันก่อนแล้วท่านก็จะแนะนำให้โดยจะให้เราสังเกตด้วยตัวเองแล้วเมื่อมีคำถามท่านจึงจะบอกให้ จะไม่มาบอกว่าให้ดูตรงนั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  ในตอนแรกๆ ก็คงไม่เข้าใจ เห็นเขาดูพลิกไปพลิกมาก็รู้แล้วว่าใช่-ไม่ใช่ ก็นึกว่าจะมีโค้ดลับดูเดี๋ยวเดียวก็รู้ว่าใช่ ไม่ใช่ ก็อยากจะให้ผู้ใหญ่ท่านบอกความลับนั้น ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด การที่ท่านไม่บอกอะไรในตอนแรกนั้นก็เพื่อที่จะให้เราค้นหาเอง และเห็นเองโดยเมื่อเราพบและนำมาถาม ท่านก็จะชี้แนะให้ ทำให้เราจดจำได้อย่างแม่นยำ และเพื่อดูว่าเราสนใจแค่ไหน ถ้ามีปัญหาที่ค้นมาได้มากจุดก็แสดงว่าเรามีความพยายามในการค้นคว้าจริงๆ ท่านก็จะสอนให้และแนะนำเพิ่มเติม ทั้งในเรื่องพิมพ์ของพระ เนื้อของพระ ธรรมชาติความเก่าของพระ และส่วนมากผู้ที่รู้จริงในเรื่องพระเครื่อง ท่านจะสอนเราจริงๆ ท่านจะสอนทีละอย่าง เช่น สอนเรื่องพระคง ลำพูน ท่านก็จะสอนให้อย่างเดียวจนกว่าจะพอดูเป็น จึงจะสอนในพระอื่นๆ ต่อไป

โดยส่วนใหญ่ผู้ใหญ่ในสังคมพระเครื่องรุ่นใหญ่ๆ ท่านจะสอนเรื่องพิมพ์ก่อนเหมือนๆ กัน ต่อมาก็ศึกษาเรื่องวัสดุที่นำมาสร้างพระก็คือเนื้อของพระนั่นเองครับ เมื่อรู้ว่าเขาเอาวัสดุอะไรมาสร้างพระนั้นๆ ก็มาดูถึงประวัติความเป็นมาเพื่อที่จะได้รู้ว่ามีอายุของวัสดุนั้นว่าสร้างมากี่ปี เพื่อจะได้รู้ถึงความเสื่อมสภาพของ
วัสดุนั้นๆ ตามธรรมชาติ ศึกษาถึงกรรมวิธีการสร้างของพระนั้นๆ แต่ละยุคแต่ละสมัย ถ้าศึกษาถึงขั้นนี้ในแต่ละพระก็จะสามารถรู้จริงได้

ในบางครั้งที่เราเห็นเขาดูประเดี๋ยวเดียวก็รู้ว่าใช่-ไม่ใช่นั้น เกิดจากความชำนาญที่เกิดจากการฝึกฝนจนชำนาญ และเกิดการประเมินผลในสมองออกมาเป็นคำตอบว่าใช่-ไม่ใช่ บางท่านอ่านมาถึงตรงนี้ก็คงจะนึกว่ายากมากๆ และต้องใช้เวลาในการศึกษามาก ผมกล้าที่จะบอกว่า ถ้าเราศึกษาอย่างถูกต้องเป็นระบบและเป็นวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ยากนัก และใช้เวลาในการศึกษาแต่ละอย่างไม่มากนัก

ความหมายพระพิมพ์

พระพิมพ์ เป็นคำที่ใช้เรียกซึ่งมีความหมายในทางโบราณคดี บ่งบอกถึงลักษณะโดยทั่วไปของพระพุทธ ปฏิมากรรม ที่สร้างขึ้นมาด้วยการนำเอาเนื้อวัสดุที่เตรียมไว้มากดประทับลงในแม่พิมพ์ หรือถ้าเป็นเนื้อโลหะซึ่งหลอมละลายแล้ว ก็นำมาเทหล่อเข้าไปในแม่พิมพ์ สำหรับแม่พิมพ์จะมีลักษณะแกะลึกลงไปในกรอบหิน หรือวัตถุอื่นๆ

พระเครื่อง เป็นคำที่ใช้เรียกแทนคำว่า “พระศักรพุทธปฏิมา” ซึ่งเป็นนามที่ใช้เรียกในทางอิทธิฤทธิ์กฤตยาคม มิใช่การกำหนดความหมายในทางโบราณคดีโดยความเป็นจริงแล้ว “พระพิมพ์” หรือ “พระเครื่อง” ก็คือสิ่งเดียวกัน จากหลักฐานสำคัญ เช่น จารึกบนแผ่น

จารึกลานทองของกรุพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี และแผ่นจารึกลานเงินของกรุพระบรมธาตุเจดีย์นครชุม จังหวัดกำแพงเพชร เป็นต้น ได้แสดงให้ทราบถึงพุทธาคม กรรมวิธีในการสร้างพระเครื่อง ซึ่งเป็นมรดกตกทอดสืบสานมาถึงทุกวันนี้ จากหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าพระพิมพ์ทั้งหลายได้ผ่านกรรมวิธีบรรจุพุทธคุณวิทยาคาถา และพุทธปรมาภิเษกสำเร็จเป็น พระศักรพุทธปฏิมาอันวิเศษแล้ว

ความจริงแล้วคำว่า “พระเครื่อง” เป็นคำใหม่ที่พึ่งประยุกต์ใช้กันมาไม่นาน เป็นคำที่เกิดขึ้นในช่วงสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อคราวที่พระองค์ทรงสั่งเครื่องจักรเพื่อมาผลิตเหรียญที่ระลึก เหรียญกษาปณ์ และเหรียญพระคณาจารย์โบราณในยุคนั้น ผู้ที่ได้รับพระจึงเรียกกันตามความเข้าใจที่ง่ายและเหมาะสมในยุคนั้นว่า “พระเครื่อง” (หมายถึงพระที่ทำมาจากเครื่องจักร) ซึ่งนำไปสู่การเรียกพระขนาดเล็กที่สามารถพกพาได้ทั้งหมดทุกประเภทว่า “พระเครื่อง” จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

หากแต่จารึกในแผ่น ลานเงิน ลานทอง ต่างๆ ยังคงใช้คำว่า “พระพิมพ์” และมีความหมายตรงกันคือการจำลองสิ่งเคารพอันเกี่ยวเนื่องด้วยพระพุทธศาสนา เพื่อสามารถนำมาสักการะเป็นการส่วนบุคคลแล้ว ดังนั้นในปัจจุบันไม่ว่าจะเรียกว่า “พระพิมพ์” หรือ “พระเครื่อง” ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจตรงกัน ทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ และสรรพคุณ

เรื่องราวของพระพิมพ์นี้มีมาเป็นเวลายาวนาน นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วกว่า 100 ปี และมีวิวัฒนาการมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน